| สวยมากๆๆครับอาจารย อยากได้ครับ |
โต้ง 55
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
เศรษฐกิจไทย
แจงสี่เบี้ย แจงสี่เบี้ย : ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน กรุงเทพธุรกิจ 5 ตุลาคม 2554
แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ เอกชนบ่นต้นทุนเพิ่ม ค่าครองชีพสูง
พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์รายวันข้างต้น ทำให้น่าสงสัยว่า ทำไมแบงก์ชาติจึงต้องทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขาไม่ชอบด้วย เศรษฐกิจดี แบงก์ชาติจะกลัวอะไรกับเงินเฟ้อ อุปมาดั่งปาร์ตี้กำลังสนุก แบงก์ชาติเคาะแก้วแล้วบอกว่างานเลิกแล้ว ... คนไทยไม่เคยหอบเงินใส่กระสอบไปจ่ายตลาด แต่คนเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซื้อขนมปังตอนเย็นแพงกว่าที่ซื้อตอนกลางวันและตอนเช้า ท่านลองจินตนาการดูว่าในเช้าวันรุ่งขึ้น คนเยอรมันในยุคนั้นจะรู้สึกอย่างไร สถานการณ์ทำนองนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา คนไทยจึงอาจเห็นผลเสียของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาสินค้าหรือที่เรียกว่าเงินเฟ้อไม่ชัดเจนนัก ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจะพยายามอธิบายว่า เงินเฟ้อที่สูงๆ เลวร้ายอย่างไรทั้งต่อตัวเราและต่อเศรษฐกิจของประเทศ เงินเฟ้อที่กล่าวข้างต้น ถ้าจะว่าตามหลักวิชา ต้องเรียกว่าภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นภาวะที่ราคาสินค้า บริการ ค่าเช่า และ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ประชาชนทั่วไปต้องบริโภคสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง คำถามที่ตามมา คือ แล้วเงินเฟ้อสูงเลวร้ายอย่างไร
ผลเสียประการแรก ก็คือ เงินในกระเป๋าของทุกคนมีค่าน้อยลง เช่น คนเยอรมันในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีเงินพอซื้อขนมปังตอนเช้าได้พอดี ตกเวลาบ่ายซื้อขนมปังไม่ได้แล้ว
ประการที่สอง คือ เงินเฟ้อเพิ่มความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากขึ้น เพราะคนที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดคงหนีไม่พ้น คนที่ไม่มีอำนาจต่อรองให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะแต่คนที่มีรายได้น้อยเท่านั้น ยังรวมถึงคนที่บากบั่นขยันหมั่นเพียรเก็บหอมรอบริบจนมีเงินออมฝากไว้กับธนาคาร เพราะในที่สุดแล้วเงินออมนั้นจะมีค่าเหลือนิดเดียวหากเงินเฟ้อสูงมากๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ใช้จ่ายเกินตัว จนเป็นหนี้ กลับได้รับประโยชน์ จากค่าเงินที่ลดลง เพราะแม้เขาต้องใช้หนี้เงินต้นรวมกับดอกเบี้ยแล้ว ค่าของเงินตอนที่ใช้หนี้ก็ยังน้อยกว่าค่าของเงินตอนที่เขากู้มา ข้อเสียอันนี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของภาครัฐด้วย ภาครัฐที่ใช้จ่ายเกินตัวและเกินระดับที่เหมาะสม ผลที่ตามมา คือ เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนก็คงหนีไม่พ้นประชาชน เพราะ ภาระที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อ ทำให้ประชาชนต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อบริโภคเท่าเดิม เปรียบเสมือนต้องเสียภาษี จึงเรียกกันว่า "ภาษีเงินเฟ้อ" ซึ่งเลวร้ายกว่าภาษีอื่นๆ เพราะเก็บแบบไม่บอกกล่าว เดาสุ่ม และที่แย่สุด คือ พวกไม่มีอำนาจต่อรองให้ทันกับเงินเฟ้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยต้องรับภาระมากที่สุด
ประการที่สาม คือ เงินเฟ้อสูงๆ ทำให้ความเสี่ยงในการทำธุรกิจสูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตกำหนดราคาขายได้ยาก เพราะคาดการณ์กำลังซื้อของลูกค้าไม่ได้ การวางแผนการผลิตและการลงทุนก็ทำได้ยาก เพราะต้นทุนต่างๆ ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ดอกเบี้ย สูงขึ้นพรวดพราด ถือเป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุนในประเทศ เมื่อการลงทุนใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและศักยภาพการแข่งขันของประเทศย่อมทำได้ยาก
ประการที่สี่ ถ้าเงินเฟ้อของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าของไทยย่อมสูงกว่า ทำให้ขายของแข่งกับประเทศอื่นไม่ได้ กระทบกับการส่งออก เศรษฐกิจก็มีปัญหา นักลงทุนต่างชาติที่คิดจะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทยคงเลือกที่จะไปตั้งฐานการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนต่ำและคงที่มากกว่าแน่นอน
ประการที่ห้า คือ เงินเฟ้อมักมีพลังขับเคลื่อนตัวเองให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อของแพง ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องปรับราคาสินค้า ลูกจ้างก็เรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตก็บอกค่าจ้างแพง ปรับราคาอีก เป็นวงจร เรียกว่า Wage-price spiral ซึ่งจะทำลายความมั่งคั่งของประชาชนและเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ผลเสียประเด็นสุดท้าย ที่อยากเน้น คือ เงินเฟ้อเป็นตัวทำลายทั้งบรรยากาศการออม การค้า และการลงทุน ดังนั้น ผู้รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจึงต้องตระหนักอยู่เสมอ ว่า มาตรการที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วเกินธรรมชาติในระยะสั้นนั้น คงไม่ได้ผลที่จีรัง แต่กลับจะมีผลร้ายหากเกิดเงินเฟ้อ ซึ่งมีผลบั่นทอนความกินดีอยู่ดีของประชาชนและทำลายศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การดูแลเงินเฟ้อถือเป็นพันธกิจสำคัญของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเครื่องมือหลักที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ใช้ดูแลเงินเฟ้อ คือ อัตราดอกเบี้ย จริงอยู่ การขึ้นดอกเบี้ยเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่ผู้กู้ในระยะสั้น แต่ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ยและปล่อยให้เงินเฟ้อสูงจนควบคุมไม่อยู่ ผลเสียที่ตามมาในระยะยาวจะสูงกว่าภาระดอกเบี้ยในระยะสั้นมาก แม้แต่ธุรกิจก็ต้องเดือดร้อน เพราะหากเงินเฟ้อสูงสัก 20% ในอนาคตท่านก็ต้องกู้มาลงทุนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่า 20% หากทางการรักษาเงินเฟ้อให้ต่ำได้ในระยะยาวต้นทุนการกู้ยืมก็จะถูกลงมาด้วย
สุดท้ายนี้ผมขอฝากไว้ว่าเงินเฟ้อต่ำเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาวก็จริง แต่เงินเฟ้อต่ำเพียงอย่างเดียว คงไม่พอที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่เรายังต้องอาศัยหัวใจสำคัญ คือ การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของเอกชน และการจัดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ และมีคุณภาพจากภาครัฐควบคู่กันไป
บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ เอกชนบ่นต้นทุนเพิ่ม ค่าครองชีพสูง
พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์รายวันข้างต้น ทำให้น่าสงสัยว่า ทำไมแบงก์ชาติจึงต้องทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เขาไม่ชอบด้วย เศรษฐกิจดี แบงก์ชาติจะกลัวอะไรกับเงินเฟ้อ อุปมาดั่งปาร์ตี้กำลังสนุก แบงก์ชาติเคาะแก้วแล้วบอกว่างานเลิกแล้ว ... คนไทยไม่เคยหอบเงินใส่กระสอบไปจ่ายตลาด แต่คนเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซื้อขนมปังตอนเย็นแพงกว่าที่ซื้อตอนกลางวันและตอนเช้า ท่านลองจินตนาการดูว่าในเช้าวันรุ่งขึ้น คนเยอรมันในยุคนั้นจะรู้สึกอย่างไร สถานการณ์ทำนองนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเรา คนไทยจึงอาจเห็นผลเสียของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาสินค้าหรือที่เรียกว่าเงินเฟ้อไม่ชัดเจนนัก ดังนั้น ในบทความนี้ ผมจะพยายามอธิบายว่า เงินเฟ้อที่สูงๆ เลวร้ายอย่างไรทั้งต่อตัวเราและต่อเศรษฐกิจของประเทศ เงินเฟ้อที่กล่าวข้างต้น ถ้าจะว่าตามหลักวิชา ต้องเรียกว่าภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นภาวะที่ราคาสินค้า บริการ ค่าเช่า และ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ประชาชนทั่วไปต้องบริโภคสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง คำถามที่ตามมา คือ แล้วเงินเฟ้อสูงเลวร้ายอย่างไร
ผลเสียประการแรก ก็คือ เงินในกระเป๋าของทุกคนมีค่าน้อยลง เช่น คนเยอรมันในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีเงินพอซื้อขนมปังตอนเช้าได้พอดี ตกเวลาบ่ายซื้อขนมปังไม่ได้แล้ว
ประการที่สอง คือ เงินเฟ้อเพิ่มความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากขึ้น เพราะคนที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดคงหนีไม่พ้น คนที่ไม่มีอำนาจต่อรองให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะแต่คนที่มีรายได้น้อยเท่านั้น ยังรวมถึงคนที่บากบั่นขยันหมั่นเพียรเก็บหอมรอบริบจนมีเงินออมฝากไว้กับธนาคาร เพราะในที่สุดแล้วเงินออมนั้นจะมีค่าเหลือนิดเดียวหากเงินเฟ้อสูงมากๆ แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ใช้จ่ายเกินตัว จนเป็นหนี้ กลับได้รับประโยชน์ จากค่าเงินที่ลดลง เพราะแม้เขาต้องใช้หนี้เงินต้นรวมกับดอกเบี้ยแล้ว ค่าของเงินตอนที่ใช้หนี้ก็ยังน้อยกว่าค่าของเงินตอนที่เขากู้มา ข้อเสียอันนี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของภาครัฐด้วย ภาครัฐที่ใช้จ่ายเกินตัวและเกินระดับที่เหมาะสม ผลที่ตามมา คือ เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนก็คงหนีไม่พ้นประชาชน เพราะ ภาระที่เพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อ ทำให้ประชาชนต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อบริโภคเท่าเดิม เปรียบเสมือนต้องเสียภาษี จึงเรียกกันว่า "ภาษีเงินเฟ้อ" ซึ่งเลวร้ายกว่าภาษีอื่นๆ เพราะเก็บแบบไม่บอกกล่าว เดาสุ่ม และที่แย่สุด คือ พวกไม่มีอำนาจต่อรองให้ทันกับเงินเฟ้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อยต้องรับภาระมากที่สุด
ประการที่สาม คือ เงินเฟ้อสูงๆ ทำให้ความเสี่ยงในการทำธุรกิจสูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตกำหนดราคาขายได้ยาก เพราะคาดการณ์กำลังซื้อของลูกค้าไม่ได้ การวางแผนการผลิตและการลงทุนก็ทำได้ยาก เพราะต้นทุนต่างๆ ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า ดอกเบี้ย สูงขึ้นพรวดพราด ถือเป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุนในประเทศ เมื่อการลงทุนใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและศักยภาพการแข่งขันของประเทศย่อมทำได้ยาก
ประการที่สี่ ถ้าเงินเฟ้อของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าของไทยย่อมสูงกว่า ทำให้ขายของแข่งกับประเทศอื่นไม่ได้ กระทบกับการส่งออก เศรษฐกิจก็มีปัญหา นักลงทุนต่างชาติที่คิดจะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานในไทยคงเลือกที่จะไปตั้งฐานการผลิตในประเทศที่มีต้นทุนต่ำและคงที่มากกว่าแน่นอน
ประการที่ห้า คือ เงินเฟ้อมักมีพลังขับเคลื่อนตัวเองให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อของแพง ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องปรับราคาสินค้า ลูกจ้างก็เรียกร้องค่าจ้างเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตก็บอกค่าจ้างแพง ปรับราคาอีก เป็นวงจร เรียกว่า Wage-price spiral ซึ่งจะทำลายความมั่งคั่งของประชาชนและเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ผลเสียประเด็นสุดท้าย ที่อยากเน้น คือ เงินเฟ้อเป็นตัวทำลายทั้งบรรยากาศการออม การค้า และการลงทุน ดังนั้น ผู้รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจึงต้องตระหนักอยู่เสมอ ว่า มาตรการที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วเกินธรรมชาติในระยะสั้นนั้น คงไม่ได้ผลที่จีรัง แต่กลับจะมีผลร้ายหากเกิดเงินเฟ้อ ซึ่งมีผลบั่นทอนความกินดีอยู่ดีของประชาชนและทำลายศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การดูแลเงินเฟ้อถือเป็นพันธกิจสำคัญของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเครื่องมือหลักที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ใช้ดูแลเงินเฟ้อ คือ อัตราดอกเบี้ย จริงอยู่ การขึ้นดอกเบี้ยเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่ผู้กู้ในระยะสั้น แต่ถ้าไม่ขึ้นดอกเบี้ยและปล่อยให้เงินเฟ้อสูงจนควบคุมไม่อยู่ ผลเสียที่ตามมาในระยะยาวจะสูงกว่าภาระดอกเบี้ยในระยะสั้นมาก แม้แต่ธุรกิจก็ต้องเดือดร้อน เพราะหากเงินเฟ้อสูงสัก 20% ในอนาคตท่านก็ต้องกู้มาลงทุนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่า 20% หากทางการรักษาเงินเฟ้อให้ต่ำได้ในระยะยาวต้นทุนการกู้ยืมก็จะถูกลงมาด้วย
สุดท้ายนี้ผมขอฝากไว้ว่าเงินเฟ้อต่ำเป็นหัวใจสำคัญต่อการเติบโตของประเทศในระยะยาวก็จริง แต่เงินเฟ้อต่ำเพียงอย่างเดียว คงไม่พอที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ แต่เรายังต้องอาศัยหัวใจสำคัญ คือ การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของเอกชน และการจัดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ และมีคุณภาพจากภาครัฐควบคู่กันไป
บทความนี้ เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
ภูกระดึง
ภูกระดึง
มีลักษณะแปลกคือมีส่วนหนึ่งเป็นผาชะโงกยื่นออกมาเหมือหัวเรือสำเภา ลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วยเขาหินทรายและหินแกรนิตสลับกันสัตว์ป่าที่พบเห็น ได้แก่ หมี เก้ง หมาใน ไก่ฟ้าพญาลอ เต่าปูลู อุทยานภูเรืออยู่บนยอดเขาสูงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปีและเป็นอุทยานที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดในประเทศ จนกระทั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งซึ่งภาษาพื้นบ้านเรียกว่า “ แม่คะนึ้ง ”อุทยานฯมีเนื้อที่ประมาณ 75,525 ไร่ ช่วงเดือนที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวคือ เดือน ตุลาคม-มีนาคม สถานที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ ได้แก่ จุดชมทิวทัศน์เดโช เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นในวันที่อากาศดีนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นภูต่างๆของเมืองเลยได้ ผาโหล่นน้อย อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมากจากจุดนี้จะมองเห็นภูหลวง ภูผาสาด ภูครั่ง และทะเลภูเขาสลับซับซ้อน ผาซับทอง หรือ ผากุหลาบ อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นหน้าผาสูงชันและแหล่งน้ำซับที่มีพืชน้ำไลเคนสีเหลืองคล้ายสีทองขึ้นเต็มอยู่ทั่วบริเวณ น้ำตกห้วยไผ่ ตั้งอยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันมีความสูงประมาณ 30 เมตร น้ำตกแห่งนี้นำไปใช้ทำเป็นประปาในอำเภอภูเรือด้วย ยอดภูเรือ เป็นจุดที่สูงสุดในอุทยานฯอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,365 เมตรบริเวณโดยรอบเป็นลานหินที่มีทุ่งหญ้าขึ้นแซมสลับกับป่าสน มีทั้งสนสองใบที่ขึ้นตามธรรมชาติ และสนสามใบที่เป็นสนปลูก จากจุดนี้ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงซึ่งเป็นพรมแดนกั้นระหว่างไทย – ลาวได้ นอกจากนี้ยังมีจุดที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น ถ้ำหินแตก หินค้างหม้อ หินวัวนอน
หินพานขันหมาก หินพระศิวะ สวนหินเต่า ทุ่งหินเหล็กไฟ ซึ่งหินเหล่านี้มีรูปร่างตามชื่อเรียกตั้งท่ามกลางทุ่งหญ้า ช่วงปลายฝนต้นหนาวมีดอกไม้เล็กๆขึ้นอยู่ทั่วไปน่าชมมาก
สถานที่พัก อุทยานฯ มีบริการบ้านพักไว้สำหรับนักท่องเที่ยวติดต่อขอรายละเอียดและสำรองที่พักล่าวงหน้าได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ โทร. 042-807624, 042-801716 ,042-807607หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 02-5620760 หรือ www.dnp.go.th
การเดินทาง จากตัวเมืองเลยใช้ทางหลวงหมายเลข 203 สาย เลย- ภูเรือ ระยะทางประมาณ 54 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 49-50 ตรงที่ว่าการอำเภอภูเรือเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร รถยนต์ทั่วไปสามารถขึ้นได้ และมีทางเดินเท้าอีก 700 เมตร ก็จะถึงยอดภูเรือ
หินพานขันหมาก หินพระศิวะ สวนหินเต่า ทุ่งหินเหล็กไฟ ซึ่งหินเหล่านี้มีรูปร่างตามชื่อเรียกตั้งท่ามกลางทุ่งหญ้า ช่วงปลายฝนต้นหนาวมีดอกไม้เล็กๆขึ้นอยู่ทั่วไปน่าชมมาก
สถานที่พัก อุทยานฯ มีบริการบ้านพักไว้สำหรับนักท่องเที่ยวติดต่อขอรายละเอียดและสำรองที่พักล่าวงหน้าได้ที่ที่ทำการอุทยานฯ โทร. 042-807624, 042-801716 ,042-807607หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 02-5620760 หรือ www.dnp.go.th
การเดินทาง จากตัวเมืองเลยใช้ทางหลวงหมายเลข 203 สาย เลย- ภูเรือ ระยะทางประมาณ 54 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 49-50 ตรงที่ว่าการอำเภอภูเรือเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร รถยนต์ทั่วไปสามารถขึ้นได้ และมีทางเดินเท้าอีก 700 เมตร ก็จะถึงยอดภูเรือ
ไทยควรเร่งพัฒนาการเกษตร เพื่อแข่งขันในเวทีประชาคมอาเซียน 2558
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดปี 2558 จะมีภาคหนึ่งที่เสียเปรียบมาก คือ ภาคเกษตรเพราะเกษตรไทยผลิตผลผลิตมาประมาณ 10% ของรายได้มวลรวมประชาชาติ (GDP) มีคนเกือบครึ่งหนึ่งหรือ เกือบ 40% แน่นอนว่าคนภาคเกษตรของเราจน และพอมาเจอ ASEAN Economic Communityหรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเข้าไปอีก ก็จะยิ่งทำให้เกิดมีบางภาคได้เปรียบและบางภาคเสียเปรียบ สุทธิแล้วทุกคนจะดีขึ้นทุกประเทศ แต่ในประเทศไทยของเราเมื่อเข้าสู่ประชาคมนี้อย่างเต็มรูปแบบ ภาคหนึ่งที่มักจะเสียเปรียบพอสมควรโดยรวมๆคือภาคเกษตร เพราะเกษตรนั้นมีคนชนบทอยู่มาก จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปถ้าเราไม่เตรียมตัวภาคเกษตรให้ดี ผมได้เสนอเรื่องนี้มานานเป็นบทความข้อเขียนตั้งแต่เราเริ่มต้นมีข่าวเรื่องจะเกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาจจะยาวยี่สิบปีมาแล้วว่า ต้องชดเชยคนเสียเปรียบ คนได้เปรียบต้องชดเชยคนเสียเปรียบ ถามว่ากลไกลการชดเชยถ้าไม่เกิดจะเกิดอะไรขึ้น คนที่เดือนร้อนเขาไม่ได้มีความผิด เขาทำอาชีพนี้ตั้งแต่บรรพบุรุษ ทำมายาวนานเป็นร้อยปี แล้วอยู่ดีๆรัฐบาลก็มาเซ็น(แกร๊กเดียว) ปรากฏว่าคนเหล่านี้ตกงานเลยค้าขายไม่ได้ โดยเฉพาะผลิตแล้วไม่มีใครซื้อเพราะของตัวเองผลิตมาแพงกว่าคนอื่น และถูกทำลายล้างให้หมดไปจากโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไทย ก็น่าสงสารมากเพราะไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะเรามีการโยกนโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คนเสียเปรียบเหล่านี้ เราต้องชดเชยเขา ชดเชยก็ต้องเอาคนที่ได้เปรียบจากการทำสัญญานี้มาช่วยคนที่เสียเปรียบ ฉะนั้นจะช่วยอย่างไร ถ้าเราไม่จัดระเบียบ แต่ถ้าเราจัดระเบียบดีๆก็จะต้องใช้วิธีกลไกตลาดที่ผมเคยเสนอมาแล้ว นั่นก็คือ คนไหนที่ต้องการให้มีการปกป้อง ไม่ปกป้องอุตสาหกรรม หรือภาคเศรษฐกิจใด จำเป็นจะต้องมีกลไกตลาดในการที่จะประมูล ผมคิดแนวใหม่ให้และพอได้ส่วนเกินนี้มา ก็นำมาแจกคนที่ยากจน ที่อยู่ในภาคที่เสียเปรียบ จึงทำให้เกิดการชดเชย ทำแบบนี้จะมีเงินพอชดเชย แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็จะเกิดแบบที่เห็นเป็นประจำ คือ พอคนไหนเสียเปรียบ รัฐก็ไม่สนใจ เขาก็ร้องแร่แห่กระเชอ พอรัฐไม่ได้ยิน เขาก็มาเดินขบวน มาปิดล้อมทำเนียบ เหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นเป็นประจำ ทำให้ต้นทุนแพงที่รัฐบาลต้องมาแก้ปัญหาเป็นจุดๆ ต้นทุนเวลาของรัฐบาลแทนที่จะใช้เวลาไปดูแลประเทศให้ผาสุก ก็เสียเวลากับปัญหาหลายเรื่องมากมายไปหมด ต้นทุนประชาชนก็แพง เพราะว่ากว่าจะได้การเหลียวแลก็ต้องมานอนค้างหน้าทำเนียบ ก็เป็นเรื่องที่ไร้สาระที่รัฐที่ฉลาดต้องมองการไกลและแก้ปัญหาจริง ผมคิดว่าภาคเกษตรบางตัวจะเกิดปัญหาร้ายแรงตามมาอย่างแน่นอน และภาคเกษตรเราอยู่กับสินค้าบางตัวเป็นหลักก็จะเกิดปัญหาตามมา ยกตัวอย่าง ข้าว ข้าวเราสู้เวียดนามไม่ได้เพราะว่าต้นทุนเวียดนามถูกกว่า จะเหลือแต่ข้าวหอมมะลิ ข้าวประเภทหอมๆที่ยังอยู่ได้ ส่วนข้าวอื่นๆในอนาคตจะอยู่อย่างไร ชาวนาที่ปลูกข้าวต้องมาร้องเรียนแน่นอน ผมยังคิดถึงอีกหลายอย่างเลย ตอนนี้ยางราคาดีมากเพราะว่าจีนซื้อเรียบหมดเลย ก็เลยปลูกยางกันทั่วประเทศ ถ้าวันใดจีนเลิกซื้อขึ้นมาเพราะว่ามีมากเพียงพอ มีสิ่งอื่นทดแทน เช่น ยางสังเคราะห์ หรือจะมีจากแหล่งอื่นที่ถูกกว่า เช่นเขมร หรือจากที่อื่นที่ถูกกว่าเรา ยางก็จะเดือนร้อนและต้องระวังเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเพลินกับสิ่งที่เราได้มา และในความเป็นจริงต้นยางที่เราปลูกกันทั้งประเทศนี้ จะบอกความลับให้คือเราปลูกโดยใช้ tissue culture ทันสมัยก็เลยมีหน้าตาทางชีวะวิทยาคล้ายกันไปหมด ดังนั้นถ้าเกิดการมีโรคระบาดมาครั้งหนึ่ง ก็จะตายกันทั้งประเทศเกิดความอันตรายมาก ฉะนั้นต้องคิดดีๆในโลกที่ต้องอยู่ในประชาคมอาเซียนนี้ ภาคเกษตรมีปัญหามาก ผมอยากฝากให้คิดรายย่อยๆจะอยู่รอดได้อย่างไร เราต้องรวมกันเป็นรายใหญ่ๆ อาจจะใช้สหกรณ์นำมาปฎิรูป ปฎิรูปสหกรณ์ใหม่ให้ต่อผืนไร่ผืนนาให้เป็นผืนใหญ่จะได้ต้นทุนต่อไร่ถูกลง ใช้เครื่องมือเกษตรกรรม เช่น แทรคเตอร์ เครื่องมือการใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นได้ เป็นฟาร์มขนาดใหญ่แต่ว่ามาจัดระบบสหกรณ์ใหม่ ยังสามารถช่วยรายย่อยได้ รายเล็กๆจริงๆอาจจะต้องหาจุดแกร่งบางอย่างที่จะต้องแสดงจุดแตกต่างที่ได้ผลที่ผลิตสิ่งที่คนอื่นๆเขาไม่ทำกัน เพื่อที่เราจะเห็นคุณค่าและราคา อาจอยู่รอดได้ในรายเล็กแต่ต้องมีจุดแกร่ง ผมเสนอ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น เขาฉลาด เขาทำแตงโมลูกสี่เหลี่ยมจะได้แพ็คง่าย อย่างนี้เรียกว่าจุดแกร่ง ถ้าเราจะสามารถหาจุดที่เราผลิตอะไรออกมาแล้วอยู่รอดได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี คอรัปชั่นก็ต้องเลิก เงินที่คอรัปชั่นทั้งหลายก็นำมาทำชลประธานให้เกษตรกร ดำเนินการหาพันธุ์พืชที่ดีๆ หาพันธุ์สัตว์ที่ดีๆเพื่อทำให้ผลผลิตมันดี ต่อไร่ก็จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรทำโครงสร้างพื้นฐานในด้านเกษตรให้ดี ทำการแบ่งเขต(zoning)เกษตรให้ดีว่าตรงไหนดินฟ้าอากาศเหมาะๆตรงไหนจะเพาะปลูกอะไร สิ่งนี้ได้เสนอมายี่สิบปีแล้วในหนังสือเศรษฐกิจกระแสกลางของผม ก็ยังตอกย้ำให้ชัดเจนยาวนานเท่าไหร่ว่าควรทำเสียทีอยากฝากว่าถ้าไม่เตรียมตัวอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกการชดเชยคนที่เสียเปรียบปัญหาก็จะตามมามากมายเลยหลังจากที่มีประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบปี 2558
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดปี 2558 จะมีภาคหนึ่งที่เสียเปรียบมาก คือ ภาคเกษตรเพราะเกษตรไทยผลิตผลผลิตมาประมาณ 10% ของรายได้มวลรวมประชาชาติ (GDP) มีคนเกือบครึ่งหนึ่งหรือ เกือบ 40% แน่นอนว่าคนภาคเกษตรของเราจน และพอมาเจอ ASEAN Economic Communityหรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเข้าไปอีก ก็จะยิ่งทำให้เกิดมีบางภาคได้เปรียบและบางภาคเสียเปรียบ สุทธิแล้วทุกคนจะดีขึ้นทุกประเทศ แต่ในประเทศไทยของเราเมื่อเข้าสู่ประชาคมนี้อย่างเต็มรูปแบบ ภาคหนึ่งที่มักจะเสียเปรียบพอสมควรโดยรวมๆคือภาคเกษตร เพราะเกษตรนั้นมีคนชนบทอยู่มาก จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปถ้าเราไม่เตรียมตัวภาคเกษตรให้ดี ผมได้เสนอเรื่องนี้มานานเป็นบทความข้อเขียนตั้งแต่เราเริ่มต้นมีข่าวเรื่องจะเกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาจจะยาวยี่สิบปีมาแล้วว่า ต้องชดเชยคนเสียเปรียบ คนได้เปรียบต้องชดเชยคนเสียเปรียบ ถามว่ากลไกลการชดเชยถ้าไม่เกิดจะเกิดอะไรขึ้น คนที่เดือนร้อนเขาไม่ได้มีความผิด เขาทำอาชีพนี้ตั้งแต่บรรพบุรุษ ทำมายาวนานเป็นร้อยปี แล้วอยู่ดีๆรัฐบาลก็มาเซ็น(แกร๊กเดียว) ปรากฏว่าคนเหล่านี้ตกงานเลยค้าขายไม่ได้ โดยเฉพาะผลิตแล้วไม่มีใครซื้อเพราะของตัวเองผลิตมาแพงกว่าคนอื่น และถูกทำลายล้างให้หมดไปจากโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไทย ก็น่าสงสารมากเพราะไม่ใช่ความผิดของเขา เพราะเรามีการโยกนโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คนเสียเปรียบเหล่านี้ เราต้องชดเชยเขา ชดเชยก็ต้องเอาคนที่ได้เปรียบจากการทำสัญญานี้มาช่วยคนที่เสียเปรียบ ฉะนั้นจะช่วยอย่างไร ถ้าเราไม่จัดระเบียบ แต่ถ้าเราจัดระเบียบดีๆก็จะต้องใช้วิธีกลไกตลาดที่ผมเคยเสนอมาแล้ว นั่นก็คือ คนไหนที่ต้องการให้มีการปกป้อง ไม่ปกป้องอุตสาหกรรม หรือภาคเศรษฐกิจใด จำเป็นจะต้องมีกลไกตลาดในการที่จะประมูล ผมคิดแนวใหม่ให้และพอได้ส่วนเกินนี้มา ก็นำมาแจกคนที่ยากจน ที่อยู่ในภาคที่เสียเปรียบ จึงทำให้เกิดการชดเชย ทำแบบนี้จะมีเงินพอชดเชย แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็จะเกิดแบบที่เห็นเป็นประจำ คือ พอคนไหนเสียเปรียบ รัฐก็ไม่สนใจ เขาก็ร้องแร่แห่กระเชอ พอรัฐไม่ได้ยิน เขาก็มาเดินขบวน มาปิดล้อมทำเนียบ เหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นเป็นประจำ ทำให้ต้นทุนแพงที่รัฐบาลต้องมาแก้ปัญหาเป็นจุดๆ ต้นทุนเวลาของรัฐบาลแทนที่จะใช้เวลาไปดูแลประเทศให้ผาสุก ก็เสียเวลากับปัญหาหลายเรื่องมากมายไปหมด ต้นทุนประชาชนก็แพง เพราะว่ากว่าจะได้การเหลียวแลก็ต้องมานอนค้างหน้าทำเนียบ ก็เป็นเรื่องที่ไร้สาระที่รัฐที่ฉลาดต้องมองการไกลและแก้ปัญหาจริง ผมคิดว่าภาคเกษตรบางตัวจะเกิดปัญหาร้ายแรงตามมาอย่างแน่นอน และภาคเกษตรเราอยู่กับสินค้าบางตัวเป็นหลักก็จะเกิดปัญหาตามมา ยกตัวอย่าง ข้าว ข้าวเราสู้เวียดนามไม่ได้เพราะว่าต้นทุนเวียดนามถูกกว่า จะเหลือแต่ข้าวหอมมะลิ ข้าวประเภทหอมๆที่ยังอยู่ได้ ส่วนข้าวอื่นๆในอนาคตจะอยู่อย่างไร ชาวนาที่ปลูกข้าวต้องมาร้องเรียนแน่นอน ผมยังคิดถึงอีกหลายอย่างเลย ตอนนี้ยางราคาดีมากเพราะว่าจีนซื้อเรียบหมดเลย ก็เลยปลูกยางกันทั่วประเทศ ถ้าวันใดจีนเลิกซื้อขึ้นมาเพราะว่ามีมากเพียงพอ มีสิ่งอื่นทดแทน เช่น ยางสังเคราะห์ หรือจะมีจากแหล่งอื่นที่ถูกกว่า เช่นเขมร หรือจากที่อื่นที่ถูกกว่าเรา ยางก็จะเดือนร้อนและต้องระวังเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเพลินกับสิ่งที่เราได้มา และในความเป็นจริงต้นยางที่เราปลูกกันทั้งประเทศนี้ จะบอกความลับให้คือเราปลูกโดยใช้ tissue culture ทันสมัยก็เลยมีหน้าตาทางชีวะวิทยาคล้ายกันไปหมด ดังนั้นถ้าเกิดการมีโรคระบาดมาครั้งหนึ่ง ก็จะตายกันทั้งประเทศเกิดความอันตรายมาก ฉะนั้นต้องคิดดีๆในโลกที่ต้องอยู่ในประชาคมอาเซียนนี้ ภาคเกษตรมีปัญหามาก ผมอยากฝากให้คิดรายย่อยๆจะอยู่รอดได้อย่างไร เราต้องรวมกันเป็นรายใหญ่ๆ อาจจะใช้สหกรณ์นำมาปฎิรูป ปฎิรูปสหกรณ์ใหม่ให้ต่อผืนไร่ผืนนาให้เป็นผืนใหญ่จะได้ต้นทุนต่อไร่ถูกลง ใช้เครื่องมือเกษตรกรรม เช่น แทรคเตอร์ เครื่องมือการใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นได้ เป็นฟาร์มขนาดใหญ่แต่ว่ามาจัดระบบสหกรณ์ใหม่ ยังสามารถช่วยรายย่อยได้ รายเล็กๆจริงๆอาจจะต้องหาจุดแกร่งบางอย่างที่จะต้องแสดงจุดแตกต่างที่ได้ผลที่ผลิตสิ่งที่คนอื่นๆเขาไม่ทำกัน เพื่อที่เราจะเห็นคุณค่าและราคา อาจอยู่รอดได้ในรายเล็กแต่ต้องมีจุดแกร่ง ผมเสนอ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น เขาฉลาด เขาทำแตงโมลูกสี่เหลี่ยมจะได้แพ็คง่าย อย่างนี้เรียกว่าจุดแกร่ง ถ้าเราจะสามารถหาจุดที่เราผลิตอะไรออกมาแล้วอยู่รอดได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี คอรัปชั่นก็ต้องเลิก เงินที่คอรัปชั่นทั้งหลายก็นำมาทำชลประธานให้เกษตรกร ดำเนินการหาพันธุ์พืชที่ดีๆ หาพันธุ์สัตว์ที่ดีๆเพื่อทำให้ผลผลิตมันดี ต่อไร่ก็จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรทำโครงสร้างพื้นฐานในด้านเกษตรให้ดี ทำการแบ่งเขต(zoning)เกษตรให้ดีว่าตรงไหนดินฟ้าอากาศเหมาะๆตรงไหนจะเพาะปลูกอะไร สิ่งนี้ได้เสนอมายี่สิบปีแล้วในหนังสือเศรษฐกิจกระแสกลางของผม ก็ยังตอกย้ำให้ชัดเจนยาวนานเท่าไหร่ว่าควรทำเสียทีอยากฝากว่าถ้าไม่เตรียมตัวอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกการชดเชยคนที่เสียเปรียบปัญหาก็จะตามมามากมายเลยหลังจากที่มีประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบปี 2558
เศรษฐกิจพอเพียง ต้นแบบ Green Economic
“เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศได้มาใช้สร้างความเจริญด้านต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญและงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ” พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
การพยายามเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นพ่อค้า ทำให้ประเทศไทยเกือบจะล้มไม่เป็นท่า การมองหาทางออกที่ดีจึงเริ่มขึ้น ด้วยการหันกลับมามองที่รากฐานเดิมของคนไทยที่ผู้คนแต่ดั้งเดิมมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงตัวเองและรู้จักแบ่งปัน รัฐบาลจึงจัดตั้งโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนและให้มีสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน หรือ สพช. เป็นหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อมุ่งขับเคลื่อนไห้ทุกภาคส่วนในหมู่บ้านและชุมชน ร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่เดิมให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้กับหมู่บ้าน และชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส เรื่องแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 เป็นต้นมา พระองค์ทรงเน้นย้ำหลักการพัฒนาบนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ ยึดหลักการทรงงานที่ถือผลประโยชน์ของประชาชน ภูมิสังคม การพึ่งตนเองเป็นฐานรากที่สำคัญ นอกจากนั้น ยังทรงเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาศักยภาพของคนในทุกมิติการพัฒนา แบบองค์รวมและการพัฒนาแบบบูรณาการ การจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เช่น การใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติภายใต้โครงการปลูกป่า 3 อย่าง แต่ได้ประโยชน์ 4 อย่าง และส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานด้วยวิธีเกษตรอินทรีย์ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้ง ลดพื้นที่การปลูกพืชเศรษฐกิจต่างถิ่น และสนับสนุนให้ปลูกพืชพลังงานทดแทนเพื่อการพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้าพลังงานน้ำมันจากต่างชาติแนวทางเหล่านี้ล้วนเป็นหลักการและวัตถุประสงค์ของการ จัดตั้งโครงการ “ชุมชนพอเพียง” ในคอนเซปต์คิดอย่างยั่งยืนของรัฐบาลชุดนี้ทั้งสิ้น แต่ก่อนที่จะมีโครงการนี้ขึ้นมาอย่างจริงจัง
อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อาจารย์ยักษ์ ผู้ซึ่งทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมากว่า 16 ปี โดยรับใช้ใกล้ชิดกับพระองค์ท่านในหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการพิเศาเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้สัมผัสกับชีวิตของเกษตรกรในทั่วภูมิภาคของประเทศ ซึ่งได้พบกับปัญหาต่างๆ ของเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดินทำกิน ความยากจน ความรู้ในเรื่องการเกษตร ตลอดจนปัญหาสุขภาพ การศึกษา และอื่นๆ ประกอบกับที่ได้ถวายการรับใช้พระองค์ท่าน ได้เห็นพระองค์ท่านทุ่มเทพระวรกาย กำลัง ทุนทรัพย์ อีกทั้งเวลาส่วนใหญ่ให้กับการพัฒนา ค้นคว้า และทดลองในสิ่งต่างๆ ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับเกษตรเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืช ทำนาข้าว การปรับปรุงดิน และน้ำ การศึกษาการปลูกป่า และพืชสมุนไพร การปลูกแฝก โรงสี และเทคโนโลยีชีวภาพ การวิจัยเรื่องพลังงานและโครงการอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งทรงลงมือปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อาจารย์ยักษ์ จึงได้รวบรวมกลุ่มคนในหลายๆ อาชีพที่มีแนวคิด แนวอุดมการณ์ในการที่จะฟื้นฟูประเทศ โดยนำแนวคิดเรื่องทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ให้ใช้กับการทำการเกษตรและการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการณรงค์ให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี หยุดการพึ่งพาชาติตะวันตกและหันกลับมาพุ่งพาตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้านที่เคยสืบทอดกันมาเพื่อเน้นการทำเกษตรที่ยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทย จึงได้จัดตั้งเป็น “ชมรมกสิกรรมธรรมชาติ” รณรงค์เผยแพร่และให้ความรู้เรื่องการทำกสิกรรมธรรมชาติเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถทำการเกษตร และอยู่อย่างพอเพียงได้จริง
อาจารย์ยักษ์ ลงมือทำเองเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถพึ่งตนเองได้การพึ่งตนเองเริ่มจากการปลูกป่า 3 อย่างเพื่อประโยชน์ไว้กินเป็นอาหาร เป็นยา และมีไม้ไว้สร้างบ้าน และไว้ใช้งานต่างๆ รวมทั้งทำนา ปุ๋ย ทำเอนไซม์สมุนไพรธรรมชาติใช้เองในนาข้าว และพืชชนิดอื่นๆ ทั้งพืชผักและไม่ผล รวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วย โดยทำการทดลองที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ตำบลหนองบอนแดง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี และนำประสบการณ์ที่ปฏิบัติจริงไปเผยแพร่ความรู้ให้แก่เกษตรกร ขณะเดียวกันก็ทำการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตเอนไซม์สมุนไพรธรรมชาติ สมุนไพรไล่แมลง โดยทำการทดลองและเผยแพร่ในพื้นที่ของเกษตรกรกว่า 50 จังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ ถือว่าได้ อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นบุคคลซึ่งเดินตามรอยพ่อตัวจริง “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง” มีวิถีชีวิตอย่างพอเพียง มีแนวคิดและวิธีการทำงานอย่างคำพอสอน
ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Vote
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



