แคนาดา ประเทศหลากวัฒนธรรมที่หลอมเป็นหนึ่งด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านวัฒนธรรม
หลากหลายเผ่าพันธุ์ของชนพื้นเมืองหลากหลายกลุ่มที่มารวมตัวกันบนดินแดน ตอนเหนือมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก กลายเป็นหนึ่งประเทศ นั่นคือ ประเทศ แคนาดา ดินแดนที่ถูกสำรวจ โดย นักสำรวจชาวอังกฤษและฝรั่งเศส แต่สุดท้ายถูกยึดครองเป็นอาณานิคมของอังกฤษ จนในปี ค.ศ.1982 แคนาดาก็ได้สิทธิปกครอง ตนเอง ซึ่งประกอบด้วยรัฐ 10 รัฐ และดินแดน 3 แห่ง ภาษาทางการมี 2 ภาษาคือ ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส นับว่าเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของโลก แคนาดาเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเป็นประเทศอุตสาหกรรม มีเศรษฐกิจที่หลากหลาย พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และพึ่งพาการค้าขาย โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่แคนาดามีความสัมพันธ์อันยาวนานและ สลับซับซ้อนจุดเด่นของวัฒนธรรมแคนาดา คือ การอาศัยอยู่ของชนกลุ่มน้อยมารวมตัวอยู่ในบริติชโคลัมเบีย มีกลุ่มวัฒนธรรมของอบอริจิน (aboriginal) มากกว่า 40 กลุ่ม ไม่นับรวม ชนเผ่าอื่นๆ จึงทำให้วัฒนธรรมของบริติชออฟโคลัมเบียนี้มีความหลากหลาย ทั้งประเภทของอาหาร ภาษาศิลปะและสถาปัตยกรรม
ทำไม…. แคนาดา จึงให้สนใจกับโครงสร้างพื้นฐานด้านวัฒนธรรม ด้วยแนวคิด ที่ว่า การเติบโตทางวัฒนธรรม ถึงเป็นมรดกตกทอดของประเทศ ยิ่งเวลาผ่านไป โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมเสื่อมโทรมลงทุกขณะ ทำให้ปัจจุบัน รัฐบาลแคนาดา ให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น ต่อการสนับสนุนทุนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการจัดพื้นที่หลากหลาย เพื่อรักษามรดกทางวัฒนธรรมให้ยั่งยืน พร้อมเปิดทางให้ชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและองค์กรทางวัฒนธรรม ช่วยเสริมให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
องค์กรส่วนท้องถิ่น แคนาดา ให้ความสำคัญที่มากขึ้นในเรื่องการสร้างอัตลักษณ์ สร้างสัญลักษณ์ทางการค้าให้กับชุมชนเป็นจดจำของคนทั่วโลก และยังสร้างผลพลอยได้ จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) และความสำคัญของวงการบันเทิงและวัฒนธรรมที่มากขึ้น
เมืองคาลการี่ (Calgary) เมืองตัวอย่างทางวัฒนธรรมของแคนาดาประจำปี ค.ศ. 2012 ถูกจัดให้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐอัลเบอร์ต้า (Alberta) ใน ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 รุ่งเรื่องในอุตสาหกรรมน้ำมัน ทำให้คนจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาตั้งรกรากที่นี่
คาลการี่ (Calgary) ไม่ใช่เมืองทางผ่าน สู่เทือกเขาร๊อคกี้ (Rocky Mountains) เท่านั้น แต่ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองอย่างเด่น ชัด ตั้งแต่ปี 1912 นักท่องเที่ยวต่างเดินทางมาที่นี่ เพื่อสัมผัสบรรยากาศแบบคาวบอย ซึ่งยังคงถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ เขตป่าสงวน Banf National Park และ เทือกเขาร๊อคกี้ ก็ยังคงดึงดูดผู้คนที่รักธรรมชาติเสมอมา ยิ่งหลังการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคฤดูหนาวครั้งที่ 15 ในปี 1988 เมืองคาลการี่ก็เป็นที่รู้จักทางด้านกีฬาฤดูหนาวมากยิ่งขึ้น เช่น สกี และ ฮ๊อคกี้น้ำแข็ง
นอกจากคาลการี่แล้ว ยังมีเมืองวินนิเพก (Winnipeg) เมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดของรัฐแมนิโทบา (Manitoba) ศูนย์กลางของเขตแพร์รีแคนาดา เป็นเมืองที่ได้มีการผสมผสานกับวัฒนธรรมฝรั่งเศสกับแคนาดา สิ่งที่ได้บ่งบอกถึงวัฒนธรรมของฝรั่งเศสก็คือ สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและศิลปะที่ได้มีชื่อเสียงของเมืองนี้ และยังได้เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม การเงิน การผลิต และเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารกับเครื่องดื่ม ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมมีสนามบินนานาชาติชาร์ดสัน และสถานีรถไฟที่สามารถเดินทางไปสหรัฐอเมริกาและไปทางตะวันตกและตะวันออกของ ประเทศแคนาดา
นี่เป็นเพียง ตัวอย่างเมืองในแคนาดา ที่ใช้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวัฒนธรรม เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวสร้างเสริมให้เกิด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจในชุมชน ลดปัญหาสังคม สร้างความเข้มแข็งให้ชุมนุม เกิดการลงทุนและพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโตได้ในที่สุด …..
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น