"การ ใช้ไฟดับไฟย่อมทำให้ไฟโหมกระพือรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ฉันใด การเอาชนะความรุนแรงด้วยความรุนแรง ย่อมทำให้ความรุนแรงขยายตัวมากยิ่งขึ้น
ฉันนั้น" ในเมื่อการใช้ความรุนแรงนำไปสู่การสูญเสียชีวิต
ทรัพย์สิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสูญเสียมวลชน หรือแนวร่วม คำถามคือ
"เพราะเหตุใดคนหรือกลุ่มคนบางกลุ่มจึงตัดสินใจใช้ความรุนแรงในการแก้ไข
ปัญหา?" หรือว่าความรุนแรงมีมิติที่ลุ่มลึกมากกว่าที่เราเห็นด้วยตาแต่รับรู้ด้วยใจ
เมื่อศึกษาโดยละเอียดเราพบประเด็นเรื่องความรุนแรงได้อย่างน่าสนใจว่า
ความรุนแรงนั้นประกอบด้วยความรุนแรงทางตรง (Direct Violence) กับความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Violence) หากวิเคราะห์อย่างผิวเผินอาจจะทำให้เห็นว่า ความรุนแรงสองสิ่งนี้แยกขาดเป็นคนละประเด็นไม่เกี่ยวข้องกัน
แต่หากมองให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นกลับพบความจริงที่น่าสนใจว่า "กลุ่มคนจำนวนมากมักจะนำความรุนแรงทางตรงมาใช้แก้ปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้าง"
กล่าวให้ชัดขึ้นไปอีกคือ การใช้ความรุนแรงที่เกิดจากอาวุธ เช่น
ปืน มีด และระเบิด รวมไปถึงอาวุธที่ติดตัวมือตั้งแต่เกิด เช่น มือ เข่า ศอก และปากไปจัดการกับความรุนแรงเชิงโครงสร้างบางอย่าง
เช่น หิวโหย การข่มเหงรังแก อันเนื่องมาจากพื้นทางทางสังคม ค่านิยม
ความเชื่ออุดมการณ์ ศาสนา ชาติพันธุ์ และภาษาที่แตกต่าง
จนนำไปสู่การปฏิบัติในลักษณะที่แตกต่าง ทั้งการเลือกปฏิบบัติ การดูถูก
การเหยียดหยาม และการเคียดแค้นเกลียดชังกันอย่างรุนแรง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ "วิฑูฑภะศึกษา"
พระเจ้าวิฑูฑภะเป็นบุตรของพระเจ้าปเสนทิโกศลกับนางทาสี หรือสาวใช้ของพระเจ้ามหานามะ
คำถามคือ "พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นถึงกษัตริย์แต่ไปรับสาวใช้มาเป็นมเหสีได้อย่างไร?"
ต้นเหตุเกิดจากการที่พระองค์มีพระประสงค์จะเป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้า
แม้จะไม่สามารถเป็นญาติทางธรรมได้ พระองค์เลือกที่จะเป็นญาติทางสายเลือดกับพระพุทธเจ้าในฐานะที่พระพุทธเจ้า
เป็นศากยะวงศ์ จึงส่งทูตไปขอมเหสีจากกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า "ศากยะ"
ในแคว้นสักกะ แต่เนื่องจากคนกลุ่มนี้พยายามที่จะรักษาชาติพันธุ์ของตัวเองให้บริสุทธิ์โดย
ไม่นิยมไปแต่งงานกับชาติพันธุ์อื่นๆ ถึงอย่างนั้น ด้วยเหตุที่พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจทางการเมือง
การปกครอง และการทหารมาก การที่จะขัดต่อไมตรีดังกล่าวย่อมไม่เป็นผลดีต่อการดำเนินวิเทโศบายระหว่าง
แคว้น จึงตัดสินใจเลือกนางทาสีของพระเจ้ามหานามะคนหนึ่ง โดยอุปโลกน์ให้เป็น
"ธิดาของศากยะ" แล้วส่งไปถวายตัวแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล
เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะอยู่ในวัยเยาว์ได้เกิดคำถามมาโดยตลอดว่า
เพราะเหตุใด? พระเจ้าปู่ พระเจ้าย่า
หรือพระญาติในแคว้นสักกะ จึงไม่ส่งบรรณาการ หรือของฝากมาให้ตัวเอง และแม่เลย
ในขณะที่คนอื่นๆ ได้รับของฝากอย่างสม่ำเสมอ
แต่คำถามที่ฝังแน่นอยู่ในใจได้รับการเปิดเผยขึ้น เมื่อยามเติบใหญ่ได้ขออนุญาติพระบิดา
กับพระมารดาไปเยี่ยมแคว้นสักกะ เมื่อแคว้นสักกะได้รับทราบว่า
พระเจ้าวิฑูฑภะกำลังจะเสด็จไปเยือน จึงตัดสินใจให้นำเจ้าศากยะที่มีอายุน้อยกว่าพระเจ้าวิฑูฑภะไปอยู่นอกเมือง
ทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าศากยะเหล่านั้นทำความเคารพพระเจ้าวิฑฑภะซึ่งเป็นบุตร
ของนางทาสีหรือสาวใช้ เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะเข้าไปในเมืองจึงไม่มีเจ้าศากยะท่านใด ทำความเคารพพระองค์แม้แต่คนเดียว
ในที่สุดความจริงได้ปรากฎชัดยิ่งขึ้น เมื่อพระเจ้าวิฑูฑภะกำลังเสด็จกลับพร้อมไพร่พล
แต่ทหารคนหนึ่งลืมอาวุธจึงรีบกลับเข้าไปในเมือง และได้ยินนางทาสีกลุ่มหนึ่งกล่าวว่า
"พวกเราต้องลำบากด้วยการนำน้ำนมมาล้างตั่งที่ลูกของนางทาสีมันนั่ง"
จะเห็นว่าการใช้น้ำสะอาดล้างก็น่าจะเพียงพอ แต่การใช้น้ำนมล้างถือเป็นการกำจัดเสนียดจัญไร
และความเป็นอัปปมงคลของเจ้าศากยะ ทหารจึงนำความจริงดังกล่าวไปแจ้งแก่พระเจ้าวิฑูฑภะ
ในที่สุดแล้วพระองค์จึงสามารถประมวลภาพทั้งหมดตั้งแต่เยาว์วัยว่าเพราะเหตุ ใด?
พระองค์จึงได้รับการปฏิบัติในลักษณะดังกล่าวมาโดยตลอด
ในขณะที่ความสงสัยของพระองค์ได้พลันเลือนมลายหายไป แต่ความเกลียดชังอย่างรุนแรงได้เข้ามาปรากฏแทนที่จนทำให้พระองค์ประกาศกร้าว
ว่า "วันนี้พวกเจ้าศากยะนำน้ำนมมาล้างตั้งที่เรานั่ง แต่วันหน้าเราจะนำเลือดที่ลำคอของพวกเจ้าศากยะมาล้างความเกลียดเคียดแค้นชิง
ชังแทน" หลังจากกลับไปแคว้นโกศลจึงดำเนินการยึดอำนาจจากพระเจ้าปเสนทิโกศล และแม้พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปห้ามปรามถึง
๓ ครั้ง แต่พระองค์ตัดสินพระทัยยกทัพหลวงไปฆ่าล้างแค้นกลุ่มชาติพันธุ์ของเจ้าศากยะ
ทั้งหมด ยกเว้นพระเจ้ามหานามะซึ่งพระมารดาเคยทำงานรับใช้ในฐานะเป็นนางทาสี แต่สุดท้ายพระเจ้ามหานามะได้ตัดสินพระทัยฆ่าตัวตายด้วยไม่ประสงค์จะเสวยพระ
กระยาหารร่วมกับพระเจ้าวิฑูฑภะ
กรณีศึกษาของพระเจ้าวิฑูฑภะจึงเป็นตัวอย่างที่ดีประการหนึ่งที่สามารถฉายภาพ
ให้เราได้เห็นว่า "การใช้ไฟดับไฟย่อมทำให้ไฟโหมกระพือรุนแรงมากยิ่งขึ้น ฉันใด
การใช้ความรุนแรงดับความรุนแรง ย่อมทำให้ความรุนแรงขยายตัวมากยิ่งขึ้น
ฉันนั้น" จะเห็นว่า พระเจ้าวิฑูฑภะได้ใช้ความรุนแรงทางตรงคืออาวุธเข้าไปจัดการกับความรุนแรง
เชิงโครงสร้าง" อันเนื่องมาจากความโกรธ เกลียด เคียดแค้น และชิงชังที่ก่อตัวมาอย่างเงียบๆ
และระเบิดออกมาในที่สุด หากมองในมุมของพระเจ้าวิฑูฑภะนั้น "การ ใช้ความรุนแรงด้วยการฆ่านั้น
แม้ว่าหลายคนอาจจะมองว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อีกทั้งจะนำไปสู่ปัญหาใหม่ๆ
ตามมา แต่การฆ่าได้ช่วยแก้ปัญหาด้วยการถอนเสี้ยนหนามคือความเกลียดชังที่เกิดขึ้น
ในหัวใจของพระองค์ได้" และแนวคิดในลักษณะเช่นนี้ ยังคงมีอยู่ และเกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบันตราบเท่าที่ยังมีความรุนแรงเชิงโครงสร้าง
เข้ามาคุกคาม และซ่อนตัวอยู่ในทุกอณูของสังคมไทย และสังคมโลก
สภาพปัญหาการใช้ความรุนแรงทางตรงเพื่อเข้าไปจัดการกับความรุนแรงเชิงโครง
สร้างมีให้เห็นอยู่ทั่วทุกมุมของโลก ไม่ว่าจะเป็นกรณีอาหรับสปริง (Arab
Spring) ในตะวันออกกลาง รวมถึงซีเรียที่กำลังเกิดในปัจจุบันนี้ การต่อสู้ระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล
และสภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ทั้งกรณี ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อช่วงชิงภาวะการนำในสังคมไทยปัจจุบันนี้
ก็เผยให้เห็นถึงบางแง่มุมของการใช้ความรุนแรงเพื่อเอาชนะความรุนแรงเช่น เดียวกัน
คำถามคือ ในที่สุดแล้วบทสรุปของเรื่องนี้จะปรากฎรูปโฉมออกมาในรูปแบบใด??
ชุดความคิดที่ว่า
"อย่าใช้ไฟไปดับไฟแม้ว่าใครจะพยายามจุดไฟขึ้นมาก็ตาม" หรือ
"อย่าใช้ความรุนแรงไปแก้ปัญหาความรุนแรง" จึงเป็นกระบวนทัศน์ที่กลุ่มคนต่างๆ
ต้องให้ความสำคัญ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราจะพบความจริงว่า
ในทุกสมรภูมิของการต่อสู้ที่ห้ำหั่นกันอย่างรุนแรงนั้น ในที่สุดแล้ว
การหาทางออกอย่างสันติ และยั่งยืนมักจะจบด้วยการเจรจาพูดคุยทั้งสิ้น เช่น การต่อสู้ระหว่างกลุ่มคนในมินดาเนากับรัฐบาลกลาง
ประเทศฟิลิปปินส์ การต่อสู้ระหว่างคนผิวขาวกับผิวดำในแอฟริกาใต้ สงครามระหว่างเหนือกับใต้ในอเมริกายุคประธานาธิบดีอับราฮัม
ลินคอร์น ท้ายที่สุด หนึ่งในทางออกคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการเลิกทาส หรือแม้กระทั่งพระเจ้าอโศกมหาราชที่ทำสงคราม
และฆ่ากลุ่มคนจำนวนมาก สุดท้ายได้หันกลับมาใช้ธรรมวิชัยยุทธ์
พระพุทธเจ้าได้นำหลักการพื้นฐานเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าวว่า "จงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ" หมายถึง
"การเอาชนะความรุนแรงด้วยความไม่รุนแรง" หลัก การนี้ถือเป็นกฎข้อแรกในการวางท่าทีต่อกลุ่มคนต่างๆ
และจำเป็นต้องยึดหลักการนี้ให้มั่นคง หากความโกรธคือไฟ ความไม่โกรธย่อมเป็นน้ำ
หากความโกรธ เคียดแค้น ชิง ชัง คือ ความรุนแรง ความไม่โกรธคือ ความไม่รุนแรง
สำหรับกฎข้อที่สอง คือ กฎที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะพุทธมามกะทรงเน้นให้ปฎิบัติอยู่ตลอด
เวลาว่า "การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" โดยเริ่มต้นศึกษาเพื่อที่จะทำความเข้าใจว่า
เพราะเหตุใด? กลุ่มคนต่างๆ จึงคิดต่าง
และปฏิบัติต่างจากเรา และเข้าถึงเขาโดยการปฏิบัติต่อเขาในฐานะที่เขาเป็นเขา ไม่พยายามที่จะเอาเขามาเป็นเรา
ด้วยการร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาทั้งกาย พฤติกรรม จิต
และปัญญาให้สอดรับกับวิถีชีวิต ความต้องการ วัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี ศาสนา
และภาษา ซึ่งกฎทั้งสองข้อสามารถประยุกต์ใช้แก้ปัญหาความรุนแรงได้ทั้งสังคมไทยและ
สังคมโลกในสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างสมสมัยและมีประสิทธิภาพ
กฎทั้งสองข้ออาจจะเป็น "ชุดความคิด และแนวปฏิบัติ" ในการจัดการกับความรุนแรงด้วยความไม่รุนแรง
แม้ว่า หากมีคนหรือกลุ่มคนแสดงออกต่อเราด้วยรุนแรงทั้งโกรธ ความเกลียด เคียดแค้น
และชิงชัง แต่ถ้าเราเข้าไปกระทำการรุนแรงตอบโต้ ย่อมจะทำให้พื้นที่ของความรุนแรงขยายวงออกไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น
เพราะเหตุผลดังกล่าว พระพุทธเจ้าจงย้ำเตือนว่า "เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร"
เหตุผลที่ทรงตรัสเช่นนี้ เพื่อให้ทุกอย่างจบลงและจะได้เริ่มต้นพัฒนาชีวิต
และสังคมอย่างมีความสุขร่วมกันต่อไป จะเห็นว่า " การระงับจึงมีค่าเท่ากับการเริ่มต้น"
ตัวอย่างเช่นนี้มีให้ได้เรียนรู้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งทางการเมืองระหว่างอับราฮัม
ลินคอร์นกับเอดวิน แสตนตัน เนลสัน แมนเดลา กับเฟรเดอริค เดอ เคลิร์ก บารัก
โอบามากับฮิลลารี คลินตัน ออง ซาน
ซูจีกับรัฐบาลทหารพม่า หรือว่าสุดท้ายแล้ว อาจจะมีข้อยกเว้นแก่เมืองไทยที่คน หรือกลุ่มคนบางกลุ่มจองเวรซึ่งกันและกันเหมือนหมีกับไม้ตะคร้อ
พังพอนกับงูเห่า กากับนกเค้าแมว
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น