โต้ง 55

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจสร้างสรรค์

               จากตอนที่แล้ว ผมพูดถึง การพึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และเป็นของต่างประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ดังนั้น ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจควรจะมุ่งเน้นไปที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ เป็นของคนไทย หรือ SMEs ต่อไปเราต้องมาคิดกันว่า ทำอย่างไรจะทำให้ SMEs ไทย สามารถผลิตสินค้าและบริการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืนโดยเฉพาะภายใต้สภาพแวด ล้อมของกระแสการค้าโลกในปัจจุบันที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง ซึ่งผมคิดว่า การที่เราจะแข่งขันได้ จะต้องใช้การออกแบบและนวัตกรรม (Design and Innovation) มาผสมผสานกับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ หากเราทำได้ เราก็จะมีผลิตภัณฑ์และบริการที่แตกต่างจากของประเทศอื่น

 
Creative SMEs
 ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบทุกประเทศมีฐาน SMEs ขนาดใหญ่ โดยเฉลี่ยมีจำนวนกว่าร้อยละ 90 ขององค์กรธุรกิจทั้งหมดในประเทศ และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักทางเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้เกิดการสร้างรายได้และ การจ้างงานภายในประเทศที่สูงมาก สามารถสร้างรายได้กว่าร้อยละ 55 ของ GDP และมีการจ้างงานกว่า ร้อยละ 65 ของการจ้างงานทั้งหมด ประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น จีน ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น ต่างมีฐานของ SMEs ในสัดส่วนต่อระบบเศรษฐกิจรวมในอัตราที่สูงมาก
              ผมเห็นว่า ส่วนสำคัญมาจากรูปแบบสินค้าและบริการของธุรกิจ SMEs ได้เปลี่ยนแปลงไปจากการผลิตเพื่อตอบสนองผู้บริโภคจำนวนมาก (Mass Production) ไปสู่การตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย และเฉพาะด้านมากขึ้น เพราะประชากรโลกมีแนวโน้มมีความเป็นปัจเจกมากขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่า ทางออกสำคัญของธุรกิจ SMEs คือการใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาผลิตสินค้าและบริการที่ตอบสนองความ ต้องการที่แปรเปลี่ยนไป
           ผมมีข้อสังเกตว่า ประเทศที่มี SMEs เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มักจะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน ประเทศญี่ปุ่น สามารถที่จะผลิตสินค้าโดยใช้ทักษะและเทคโนโลยีที่ทันสมัยก้าวหน้า เช่น โรงงานขนาดเล็กมีพนักงานไม่เกิน 30 คนสามารถใช้นาโนเทคโนโลยีในการพัฒนากล้องที่ติดอยู่กับยานอวกาศของนาซ่า
           SMEs ของประเทศเล็กๆ อย่าง สิงคโปร์ เน้นงานที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยผสมผสานงานศิลปะ ธุรกิจ และเทคโนโลยี โดยใช้เอกลักษณ์ความเป็นสิงคโปร์ และการเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาเป็นตัวขับเคลื่อน ตัวอย่างของอุตสาหกรรมเหล่านี้ ได้แก่ การออกแบบ website ภาพยนตร์ โทรทัศน์ แฟชั่น โฆษณา และดนตรี SMEs ของ ไต้หวัน ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการโดยใช้นวัตกรรมทางด้านการ วิจัยและพัฒนา การยกระดับเทคโนโลยี และการพัฒนาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์  นอกจากนี้ ยังใช้เอกลักษณ์เฉพาะของวัฒนธรรมท้องถิ่นมาผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้คำว่า Local Cultural Industry เช่น การนำไม้ไผ่ Makino มาผลิตอาวุธสำหรับเคนโด (Kendo) ศิลปะป้องกันตัวของญี่ปุ่น ซึ่งต้องใช้ไม้ไผ่ชนิดนี้จากไต้หวันเท่านั้น หรือการสร้างสรรค์อาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของชาวฮากกา (Hakka) ให้มีความหลากหลายและรูปแบบสวยงาม เป็นต้น
           ฮ่องกง พัฒนา SMEs โดยนำเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปใช้ในงานด้านบริการ ซึ่งรวมถึงการจัดการ การเงิน การตลาด และ ลอจิสติกส์ ที่เป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจฮ่องกง ซึ่งผมได้เคยกล่าวถึงในรายละเอียดไปแล้ว
            ตัวอย่างที่ไกลออกไป คือ อิตาลี ซึ่งได้ชื่อว่ามี SMEs ที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้ทั้งที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากนัก และที่ผมคิดว่า น่าสนใจก็คือ SMEs โดยเฉลี่ยของอิตาลี มีคนงานเพียง 7 คนเท่านั้น แต่มีค่าจ้างแรงงานสูงเมื่อเทียบกับประเทศสหภาพยุโรปอื่นๆ ปัจจัยสำคัญน่าจะมาจากคนอิตาลีที่มีนิสัยใจคอเป็นนักค้าขายมาตั้งแต่ในอดีต จึงได้ถ่ายทอดเทคนิคและเคล็ดลับทางการค้ามาจนถึงรุ่นปัจจุบัน เป็นธุรกิจในครัวเรือน และด้วยนิสัยใจคอรักพวกพ้องทำให้เกิดการรวมกลุ่มของธุรกิจขึ้น โดยอิตาลีมีชื่อเสียงด้านการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม SMEs ที่เรียกว่า Industrial Cluster จุดเด่นของ SMEs ของอิตาลีที่สำคัญ คือ คุณภาพ การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สวยงาม มีนวัตกรรมตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดการ และการตลาด โดยมีอุตสาหกรรมสำคัญ คือ กลุ่มที่ต้องใช้ความสามารถทางศิลปะ การออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น แฟชั่น เช่น เครื่องหนัง รองเท้า กระเป๋า ฯลฯ เฟอร์นิเจอร์ เซรามิค เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก

 
….แล้ว SMEs ไทยจะแข่งขันอย่างไร
               จากการศึกษาของสำนักงานพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว) พบว่า ในปี 2553 SMEs ไทย มีจำนวนทั้งหมด 2.9 ล้านแห่ง มีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 37.1 ของ GDP ทั้งประเทศ มีการจ้างงานทั้งหมด 13.5 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 77.86 ของการจ้างงานรวมทั้งหมด ผมเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา SMEs ของเราได้มีการปรับตัวขึ้นอย่างมากและอย่างต่อเนื่อง ทั้งโดยความตระหนักถึงความจำเป็นของผู้ประกอบการเอง และการส่งเสริมจากภาครัฐ เราสามารถปรับตัวตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตสินค้าและบริการ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับภาวะแรงกดดันสองทาง ระหว่างประเทศที่มีความได้เปรียบทางด้านต้นทุนราคาถูก เช่น เวียดนาม จีน อินโดนีเซีย และประเทศที่เป็นผู้นำในการสร้างความแตกต่างของมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อิตาลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เป็นต้น
 ผมคิดว่า สิ่งที่เราต้องนำมาใช้กันอย่างจริงจังก็คือ การนำเรื่องการออกแบบและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ โดยผสมผสานกับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและบุคลิกของคนไทย หากเป็นเช่นนี้ได้ อุตสาหกรรมของเราที่มีศักยภาพจะแข่งขันได้ จะมีอยู่มากมาย อาทิ
 ภาคการผลิต เช่น สินค้าทางด้านหัตถกรรมและงานฝีมือ อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เป็นต้น อุตสาหกรรมเหล่านี้ แรงงานไทยมีความได้เปรียบตรงที่มีทักษะและความชำนาญในการผลิต และมีความประณีตสูง สามารถผลิตงานที่มีความละเอียดมาก ผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทยได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพ การออกแบบที่สวยงาม วัสดุที่มีคุณภาพ จนได้รับรางวัลมากมาย ทั้งในระดับชาติ และนานาชาติ จากจุดแข็งเหล่านี้ เราต้องใช้การออกแบบและนวัตกรรมมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ แล้วสร้างตราสินค้าให้เป็นของคนไทยออกไปแข่งขัน
 ภาคบริการ ผมได้เคยกล่าวไว้ในหลายๆ วาระว่า คนไทยมี Creative DNA ที่จะนำมาใช้ในภาคบริการได้โดยอัตโนมัติ นั่นคือ ความเป็นกันเอง ความมีน้ำใจ การอ่อนน้อมถ่อมตน/เคารพผู้ที่อาวุโสกว่า ความสนุกสนาน และนี่คือปัจจัยที่ทำให้ภาคบริการของไทยมีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์และเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ เช่น ธุรกิจที่พัก/โรงแรม ที่เป็นธุรกิจ Hospitality ปัจจุบันมีลักษณะเป็นธุรกิจขนาดเล็กสไตล์บูติกเกิดขึ้นมากมาย ถือเป็นทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยว แทนที่จะไปพักในโรงแรมขนาดใหญ่ที่เป็นเครือโรงแรม (Hotel Chain) ตัวอย่างที่ผมยกมาได้แก่ “บ้านดินสอ” ที่พักขนาด 9 ห้อง ที่นำอาคารเก่าทรงโคโลเนียล อายุเกือบร้อยปีมาบูรณะ และผสมผสานกับการให้บริการที่เป็นเลิศ ทำให้บ้านดินสอได้รับการโหวตจากนักเดินทางทั่วโลกให้เป็นหนึ่งในที่พักที่ดี ที่สุดในโลก และได้รับรางวัลจากสถาบันต่างๆ มากมาย เช่น สมาคมสถาปนิกสยาม ธุรกิจสปา และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ ผิวพรรณและความงาม มีศักยภาพสูงที่จะทำให้ยั่งยืนได้ โดยการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่น และสมุนไพรไทยที่มีอยู่หลากหลายและมีสรรพคุณแตกต่างกัน ผสมผสานกับบุคลิกของคนไทยที่มีจิตใจบริการ จะทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวสามารถสร้างความแตกต่างได้
 ภาคเกษตรอย่างที่พวกเราทราบกันดีว่า ประเทศของเราเป็นประเทศเกษตรกรรม มีความร่ำรวยทางทรัพยากรธรรมชาติ แต่เกษตรกรและชาวนาไทยก็ยังคงยากจน ปัจจัยสำคัญหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยก็คือ เรายังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรของเรา รวมทั้งการนำนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการของห่วง โซ่อุปทานได้ดีพอ ตัวอย่างหนึ่งที่สืบเนื่องจากสาขาบริการข้างต้น ก็คือ การนำสมุนไพรไทยมาพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้เป็นสินค้าเวชสำอาง หรือสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ ผิวพรรณ และความงาม เป็นต้น
 โดยสรุป SMEs ไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืน และมั่นคงได้ จำเป็นต้องนำนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาด โดยผสมผสาน “รหัสวัฒนธรรม” หรือ Creative DNA ของไทยซึ่งมีจุดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามที่ผมได้กล่าวแล้ว จะทำให้ SMEs ไทยสามารถแข่งขันได้อย่างแน่นอน

 
คอลัมน์ : Creative Economy เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดย ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม 2555

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น