บทความก่อนๆ เล่าเรื่องอุตสาหกรรมไทยพอเป็นกระสายไปหลายตอนแล้ว ขอตัดภาพเปลี่ยนบรรยากาศมาพูดคุยเรื่องราวในภาคเกษตรและอาหารกันบ้างดีกว่า
หลายคนอาจรู้สึกเป็นห่วงสินค้าเกษตรของเราจะสู้กับประเทศเพื่อนบ้านได้ หรือไม่ โดยเฉพาะเวียดนาม จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งที่มาแรงน่ากลัวมากขึ้นทุกวัน อีกทั้งยังมีคำถามว่าที่เราชอบคุยนักคุยหนาว่าเราจะเป็น “ครัวของโลก” นั้น เราฝันหวานเกินจริงหรือเปล่า
ผมลองเอาข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากหลายๆแหล่งมานำเสนอให้เห็นภาพที่น่าสนใจ สถิติการค้าสินค้าเกษตรไทยกับต่างประเทศของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อปี 2552 ให้ข้อมูลว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของเราอยู่ที่ 988,653 ล้านบาท โดยเป็นกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารถึง 778,835 ล้านบาท หรือร้อยละ 78.8 ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยพยากรณ์ว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของเรามีแนวโน้มขยายตัวมาก ขึ้น โดยมีสินค้าส่งออกเด่นๆ เช่น ยางแปรรูปขั้นต้น ข้าว น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป โดยเฉพาะปลาทูน่าและกุ้ง ผักผลไม้และผลิตภัณฑ์ รวมถึงไก่แปรรูป
ข้อมูลเหล่านี้ส่งสัญญาณถึงลู่ทางอันแจ่มใสของการผลิต การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เรายังจำเป็นต้องปรับตัวอีกมากในการที่จะก้าวไปสู่การเป็นประเทศชั้นนำในการ ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่มีมูลค่าเพิ่มของโลก โจทย์ง่ายแต่ทำยากคือ เราจะเป็น “ครัวของโลก” ที่มีคุณภาพและยั่งยืนได้อย่างไร
ย้อนกลับมาดูสถานะที่เป็นอยู่ เรายังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่หลายประการ ที่สำคัญคือ ผลิตภาพการผลิตของเราเล่นจังหวะสาละวันเตี้ยลงๆไปทุกที เราส่งออกแต่สินค้าเกษตรขั้นปฐมทีละมากๆ แต่ขาดการสร้างมูลค่าเพิ่ม การส่งออกจึงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและวัตถุดิบ เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา ฯลฯ แต่สินค้าอาหารแปรรูปกลับมีไม่มากนัก อีกทั้งสินค้าบางตัวกลับหดตัวลงจนน่าใจหาย เช่น ข้าว อาหารทะเลแช่แข็ง ผลไม้สด ฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกษตรกรบ้านเราขาดความรู้ที่จะมาช่วยเพิ่มยอดผลผลิต เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารการผลิตการตลาดได้ทันท่วงที ขาดการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และนวัตกรรมต่างๆมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืชและ สัตว์ และยังขาดกระบวนการผลิตอาหารให้มีความปลอดภัยในการบริโภคตามมาตรฐานสากลเท่า ที่ควรจะเป็น
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบางอย่างที่เราควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เริ่มมีภัยพิบัติทางธรรมชาติถี่และ รุนแรงขึ้น ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม การระบาดของศัตรูพืช รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและค่าแรง ตลอดจนข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศที่อาจเป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคาม ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรทั้งสิ้น
จากสภาพการณ์ดังกล่าว ถึงคราวที่เราจะต้องเอาจริงเอาจังกับการพลิกฟื้นภาคการเกษตรและอาหารของไทย ให้สามารถยืนหยัดในระดับแนวหน้าได้อย่างมั่นคง ด้วยความเชื่อส่วนตัว ผมคิดว่า เราสามารถสร้างชาติไทยให้เป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของโลกได้
ทำไมผมถึงสนับสนุนให้เราหันกลับมาพัฒนาภาคการเกษตรและอาหารอย่างจริงจัง เพราะเมื่อมองไปทางด้าน Demand แล้ว ในอนาคตอันใกล้ต่อจากนี้ไป “ความมั่นคงด้านอาหาร” จะเป็นเรื่องที่แทบทุกประเทศเป็นกังวลทั้งสิ้น มีเหตุการณ์ที่บ่งชี้แนวโน้มวิกฤตอาหารโลกมาเป็นระลอก เช่น การประท้วงก่อการจลาจลเพราะราคาอาหารสูงมากในหลายประเทศ การส่งสัญญาณแสดงความห่วงใยจากเหล่า Guru ทั้งหลายในเวทีการประชุมระดับโลก ตั้งแต่นาย Jacques Diuof ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้ให้ทุกประเทศตื่นตัวรับรู้ว่า วิกฤตการณ์อาหารอาจลุกลามไปสู่การเกิดสงครามกลางเมืองและความหายนะของประเทศ ได้ถ้าผู้นำไม่ใส่ใจเท่าที่ควร เช่นเดียวกับถ้อยคำกระตุกแรงๆของนาย Nouriel Roubini นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชื่อดัง ในเวที World Economic Forum ณ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ที่ชี้ชัดว่า ภาวะอาหารแพงจะเป็นภัยคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจอย่างมาก ล่าสุดนาย Robert B. Zoellick ประธานธนาคารโลกเองก็ออกมาเตือนว่า ราคาอาหารทั่วโลกขณะนี้เพิ่มสูงขึ้นมากจนถึงระดับที่เป็นอันตรายแล้ว และส่งผลต่อคนยากจนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถึง 44 ล้านคน
นอกจากนั้น ด้วยแรงกดดันอย่างน้อย 2 ระลอกที่ตามมา คือ หนึ่ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่มีความแปรปรวนสูงแล้วส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตอาหารโลก และ สอง แนวโน้มความต้องการปลูกพืชพลังงานเพื่อมาทดแทนน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้น ทั้งสองปัจจัยนี้จะส่งผลต่อเนื่องถึงความมั่นคงด้านอาหารทั้งสิ้น
การสร้างความมั่นคงด้านอาหารเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันหลักให้มนุษยชาติจึง เป็นเรื่องที่ทุกประเทศให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพราะตระหนักดีว่า ประเทศใดที่มี “แหล่งอาหาร” อยู่ในมือย่อมมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจสูงกว่า ทำนองเดียวกับประเทศที่มีบ่อน้ำมันในยุคก่อน
เมื่อหันมาเหลียวมองภายในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันเอง ข้อมูลจาก Food Intelligence Center ของสถาบันอาหาร บอกว่าประเทศเราอยู่ในอันดับ 1 ของการส่งออกอาหารในกลุ่มอาเซียน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2553 มูลค่าการส่งออกอาหารของไทยไปยังอาเซียนสูงถึง 92,437 ล้านบาท ตลาดอาเซียนนับเป็นตลาดหลักของไทยเพราะมีสัดส่วนการส่งออกอาหารถึงร้อยละ 22.5 นอกจากนี้ การที่ประเทศจีนที่มีจำนวนประชากรสูงถึง 1 ใน 5 ของประชากรโลกกำลังจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากประเทศส่งออกอาหารมาเป็นประเทศนำ เข้าอาหาร เพราะไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอกับความต้องการของคนในประเทศได้ เช่นเดียวกับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในประเทศอินเดีย ย่อมเป็นอานิสงค์ที่ประเทศไทยต้องเร่งใช้โอกาสเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์
ผมยินดีที่ทราบว่า ได้มีการจัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมไทย พ.ศ. 2555 – 2574 ขึ้นมา โดยมีการตั้งเป้าหมายหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอาหารของ โลก เน้นไปที่การเพิ่มมูลค่าและความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เราจะขายของในปริมาณมากๆ ด้วยราคาถูกๆไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก กระแสการกินอยู่เพื่อสุขภาพขยายวงกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน รูปแบบผลิตภัณฑ์ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนแต่ละวัย แต่ละพื้นที่ด้วย ยกตัวอย่างอาหารของคนเมืองที่มีวิถีชีวิตรีบเร่งต้องบรรจุในหีบห่อบรรจุ ภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบริโภค
เพราะฉะนั้น การตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลกจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไป ไม่ได้เสียเลย แต่เราต้องมองให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ด้วยการพัฒนาภาคการเกษตรที่เป็นแหล่งวัตถุดิบให้มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ต้องตั้งธงให้ชัดเจนรับรู้ร่วมกันว่า สินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารไทยประเภทใดที่เราจะส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นด่าน หน้าในการออกไปตีตลาดโลก แล้วระดมพลังร่วมกันในการใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมและศาสตร์ต่างๆ เข้ามาปรุงแต่ง เติม เสริมมูลค่าเพิ่มเข้าไปให้เป็นที่ยอมรับในรสชาติและคุณภาพอาหารในตลาดสากล มีกระบวนการถนอมรักษาคุณภาพอาหารให้ยืนนานขึ้น มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ เรื่องราวและเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพิ่มการกระจายช่องทางการตลาด ฯลฯ ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมการพัฒนาภาคบริการให้ครอบคลุมรอบด้านทั้งเชฟ กุ๊ก ร้านอาหารไทยที่ติดตราแบรนด์ไทยกระจายอยู่ทั่วโลก เพื่อที่จะทำให้วลีที่ว่า “From Farm to Table” มีเสน่ห์ รสชาติและกลิ่นอายความเป็นไทยตรึงใจผู้บริโภค
ผมคิดว่า หัวใจของการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารไทยไปตีตลาดโลกต้องให้น้ำหนักกับ 2 เรื่อง คือ คุณภาพ - ต้องปลอดภัยในการบริโภคตามมาตรฐานสากล และ เอกลักษณ์ – ต้องสร้างรูปลักษณ์เฉพาะตัว
ผมขอยกตัวอย่างขนมญี่ปุ่นที่โด่งดัง เวลาใครไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นมักจะอดใจที่จะซื้อติดไม้ติดมือกลับมาไม่ได้ ทั้งๆที่ราคาไม่ได้ถูกและบางอย่างก็ไม่ได้เอร็ดอร่อยมากนัก แต่ผู้ซื้อซื้อเพราะอะไร ส่วนใหญ่ซื้อเพราะรูปลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์ที่ดูดี ดูปุ๊บรู้ปั๊บว่าเป็นขนมมาจากดินแดนอาทิตย์อุทัย เช่นเดียวกับอาหารเกาหลีที่กำลังอินเทรนด์ ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากกระแสนิยม K-POP และภาพยนตร์/ละครเกาหลีที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง
ผมอยากจะบอกว่า เราสามารถเรียนรู้จากประเทศเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะข้อคิดที่ว่า เราต้องสร้าง “ความแตกต่าง” ในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ ถ้าเราอยากจะสู้กับคนอื่นได้ แต่ “ความแตกต่าง” นั้น นอกจากจะต้องอยู่บนจุดแข็งที่เรามีอยู่ เช่น รสชาติของสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารที่อร่อยจนเลียนแบบได้ยาก รูปลักษณ์อาหารที่สวยงามชวนชิมน่าลิ้มลองเรื่องราววิถีวัฒนธรรมไทย ฯลฯ แต่เรายังต้องเรียนรู้ที่จะนำสิ่งใหม่ๆดีๆเข้ามาปรุงแต่งเพิ่มขึ้นไปด้วย เพื่อให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ดูดีบ่งบอกอัตลักษณ์ไทยได้ ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น เราจึงต้องขายสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารไทยที่มี “อะไร” มากกว่า “ตัวสินค้า” จึงจะสร้างความแตกต่างได้ ผมฝันอยากเห็น “ขนมไทย” และ “อาหารไทย” ก้าวขึ้นระดับสากล

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น